อ่านไม่ออก เขียนช้า “ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้” ของลูก
อัพเดทล่าสุด: 4 ม.ค. 2026
166 ผู้เข้าชม

ลูกอ่านหนังสือไม่ออก เขียนช้า เริ่มเกลียดการเรียน
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ขี้เกียจ” แต่อาจคือ
“ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้” ของเด็กคนหนึ่ง
เคยไหมคะ ที่ลูก…
• ทำการบ้านช้าเป็นชั่วโมง
• อ่านหนังสือผิดทุกบรรทัด
• ลายมือไม่เป็นระเบียบ อ่านเองยังลำบาก
แล้วเริ่มพูดว่า…
“หนูไม่อยากเรียนแล้ว”
“ทำไมหนูไม่เก่งเหมือนคนอื่น”
“ครูบอกว่าเพื่อนเขียนเสร็จกันหมดแล้ว เหลือหนูคนเดียว”
จากมุมมองจิตวิทยาการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน เขียน คิดเลข หรือการจัดลำดับความคิด
อาจมีภาวะที่เรียกว่า Specific Learning Disorder (SLD)
ซึ่งพบได้ประมาณ 5–15% ของเด็กวัยเรียนทั่วโลก (APA, 2022)
แต่หลายคนไม่เคยได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง เพราะถูกมองว่า “ช้า” หรือ “ไม่ตั้งใจ”
SLD มีหลายรูปแบบ เช่น:
• Dyslexia (บกพร่องด้านการอ่าน) → อ่านผิด, อ่านช้า, อ่านข้ามคำ
• Dysgraphia (บกพร่องด้านการเขียน) → เขียนช้า, ลายมือไม่สม่ำเสมอ, เจ็บมือ
• Dyscalculia (บกพร่องด้านคณิตศาสตร์) → บวก ลบ คูณ หารยาก, จัดลำดับตัวเลขไม่ถูก
แล้วปัญหานี้ส่งผลอย่างไร?
เด็กที่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
จะค่อย ๆ สูญเสีย ความมั่นใจในตัวเอง
และเสี่ยงพัฒนาเป็นภาวะ กลัวการเรียน (school refusal) หรือ วิตกกังวลในห้องเรียน ในอนาคต
ยิ่งมีคนเปรียบเทียบ ดุ หรือเร่งให้เก่งขึ้นไว ๆ
ยิ่งทำให้เด็ก ไม่อยากเข้าใกล้การเรียนรู้ เลย
แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร?
1. หยุดใช้คำว่า “ขี้เกียจ”
เพราะเบื้องหลังความขี้เกียจ อาจคือ “เด็กที่ไม่ไหว แต่ไม่รู้จะพูดยังไง”
2. สังเกตพฤติกรรมอย่างใจเย็น
• ลูกอ่านแล้วเข้าใจไหม? หรือท่องแต่ไม่เข้าใจ
• เขียนตามคำบอกได้ไหม? หรือกลัวแม้แต่จะเริ่ม
• บ่นว่าปวดมือ? เขียนไม่ทันเพื่อน?
3. ทำความเข้าใจลูกเพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย และไม่กดดัน
บางครั้งที่ลูกเราพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่ทันเพื่อนสักที อาจจะทำให้รู้สึกด้อย
และเสียความมั่นใจการที่ลูกกล้าที่จะบอกโดยมีพ่อแม่ที่เข้าใจและพยายามไปพร้อมเขา
เข้าใจว่าที่เขาทำไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ทันและอาจจะช้ากว่าคนอื่นไปบ้างก็ไม่เป็นไร
จะทำให้ลูกมีกำลังใจและพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตามศักยภาพที่เขามี
4. เปิดใจรับการประเมินแบบเฉพาะบุคคล
เพราะ SLD ไม่ใช่โรค
แต่คือความแตกต่างในการประมวลผลข้อมูลของสมอง
ที่จะเข้าใจได้ผ่านการประเมินที่ถูกต้อง และจะสามารถทำให้เราออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ส่งเสริมและพัฒนาทักษะของลูกเราได้อย่างเหมาะสม
บริการที่ Child Space ช่วยได้
บริการประเมินทักษะทางวิชาการ
โดยนักจิตวิทยาการศึกษา
เพื่อประเมินระดับทักษะการอ่าน การเขียน และคำนวณ
เปรียบเทียบกับช่วงวัย พร้อมสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติ
ครูการศึกษาพิเศษ
ให้การสอนเสริมแบบเฉพาะบุคคล (Individualized Learning)
ฝึกทักษะพื้นฐานผ่านวิธีที่ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุด
โดยไม่เร่ง ไม่เปรียบเทียบ แต่ช่วยให้เขาค่อย ๆ กลับมาเรียนได้ทันเพื่อน และภูมิใจในตัวเองอีกครั้ง
ทีมดูแลร่วม (นักกิจกรรมบำบัด/จิตแพทย์เด็ก)
ในกรณีที่มีปัญหาด้านอารมณ์ร่วมด้วย เช่น วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน สมาธิสั้น ฯลฯ
เพราะในโลกของเด็กคนหนึ่ง...
การ “อ่านไม่ออก” อาจไม่เจ็บเท่า “รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ”
และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า
การมีใครสักคนเข้าใจ...ก่อนจะเสียใจว่า “รู้งี้พาไปดูตั้งแต่แรก”
Child Space – เราพร้อมเป็นพื้นที่ที่เชื่อในศักยภาพของลูกคุณ
และเดินไปพร้อมกับครอบครัวโดยไม่ตัดสิน
ทักมาปรึกษาเรื่องการประเมินทักษะทางวิชาการ หรือเรียนกับครูการศึกษาพิเศษ
เรายินดีตอบทุกคำถามค่ะ
ไม่ใช่แค่เรื่อง “ขี้เกียจ” แต่อาจคือ
“ความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ได้” ของเด็กคนหนึ่ง
เคยไหมคะ ที่ลูก…
• ทำการบ้านช้าเป็นชั่วโมง
• อ่านหนังสือผิดทุกบรรทัด
• ลายมือไม่เป็นระเบียบ อ่านเองยังลำบาก
แล้วเริ่มพูดว่า…
“หนูไม่อยากเรียนแล้ว”
“ทำไมหนูไม่เก่งเหมือนคนอื่น”
“ครูบอกว่าเพื่อนเขียนเสร็จกันหมดแล้ว เหลือหนูคนเดียว”
จากมุมมองจิตวิทยาการเรียนรู้
เด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน เขียน คิดเลข หรือการจัดลำดับความคิด
อาจมีภาวะที่เรียกว่า Specific Learning Disorder (SLD)
ซึ่งพบได้ประมาณ 5–15% ของเด็กวัยเรียนทั่วโลก (APA, 2022)
แต่หลายคนไม่เคยได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง เพราะถูกมองว่า “ช้า” หรือ “ไม่ตั้งใจ”
SLD มีหลายรูปแบบ เช่น:
• Dyslexia (บกพร่องด้านการอ่าน) → อ่านผิด, อ่านช้า, อ่านข้ามคำ
• Dysgraphia (บกพร่องด้านการเขียน) → เขียนช้า, ลายมือไม่สม่ำเสมอ, เจ็บมือ
• Dyscalculia (บกพร่องด้านคณิตศาสตร์) → บวก ลบ คูณ หารยาก, จัดลำดับตัวเลขไม่ถูก
แล้วปัญหานี้ส่งผลอย่างไร?
เด็กที่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
จะค่อย ๆ สูญเสีย ความมั่นใจในตัวเอง
และเสี่ยงพัฒนาเป็นภาวะ กลัวการเรียน (school refusal) หรือ วิตกกังวลในห้องเรียน ในอนาคต
ยิ่งมีคนเปรียบเทียบ ดุ หรือเร่งให้เก่งขึ้นไว ๆ
ยิ่งทำให้เด็ก ไม่อยากเข้าใกล้การเรียนรู้ เลย
แล้วพ่อแม่ควรทำอย่างไร?
1. หยุดใช้คำว่า “ขี้เกียจ”
เพราะเบื้องหลังความขี้เกียจ อาจคือ “เด็กที่ไม่ไหว แต่ไม่รู้จะพูดยังไง”
2. สังเกตพฤติกรรมอย่างใจเย็น
• ลูกอ่านแล้วเข้าใจไหม? หรือท่องแต่ไม่เข้าใจ
• เขียนตามคำบอกได้ไหม? หรือกลัวแม้แต่จะเริ่ม
• บ่นว่าปวดมือ? เขียนไม่ทันเพื่อน?
3. ทำความเข้าใจลูกเพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย และไม่กดดัน
บางครั้งที่ลูกเราพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ไม่ทันเพื่อนสักที อาจจะทำให้รู้สึกด้อย
และเสียความมั่นใจการที่ลูกกล้าที่จะบอกโดยมีพ่อแม่ที่เข้าใจและพยายามไปพร้อมเขา
เข้าใจว่าที่เขาทำไม่ได้เป็นเพราะเขาไม่ทันและอาจจะช้ากว่าคนอื่นไปบ้างก็ไม่เป็นไร
จะทำให้ลูกมีกำลังใจและพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตามศักยภาพที่เขามี
4. เปิดใจรับการประเมินแบบเฉพาะบุคคล
เพราะ SLD ไม่ใช่โรค
แต่คือความแตกต่างในการประมวลผลข้อมูลของสมอง
ที่จะเข้าใจได้ผ่านการประเมินที่ถูกต้อง และจะสามารถทำให้เราออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสม
ส่งเสริมและพัฒนาทักษะของลูกเราได้อย่างเหมาะสม
บริการที่ Child Space ช่วยได้
บริการประเมินทักษะทางวิชาการ
โดยนักจิตวิทยาการศึกษา
เพื่อประเมินระดับทักษะการอ่าน การเขียน และคำนวณ
เปรียบเทียบกับช่วงวัย พร้อมสังเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติ
ครูการศึกษาพิเศษ
ให้การสอนเสริมแบบเฉพาะบุคคล (Individualized Learning)
ฝึกทักษะพื้นฐานผ่านวิธีที่ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุด
โดยไม่เร่ง ไม่เปรียบเทียบ แต่ช่วยให้เขาค่อย ๆ กลับมาเรียนได้ทันเพื่อน และภูมิใจในตัวเองอีกครั้ง
ทีมดูแลร่วม (นักกิจกรรมบำบัด/จิตแพทย์เด็ก)
ในกรณีที่มีปัญหาด้านอารมณ์ร่วมด้วย เช่น วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน สมาธิสั้น ฯลฯ
เพราะในโลกของเด็กคนหนึ่ง...
การ “อ่านไม่ออก” อาจไม่เจ็บเท่า “รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ”
และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า
การมีใครสักคนเข้าใจ...ก่อนจะเสียใจว่า “รู้งี้พาไปดูตั้งแต่แรก”
Child Space – เราพร้อมเป็นพื้นที่ที่เชื่อในศักยภาพของลูกคุณ
และเดินไปพร้อมกับครอบครัวโดยไม่ตัดสิน
ทักมาปรึกษาเรื่องการประเมินทักษะทางวิชาการ หรือเรียนกับครูการศึกษาพิเศษ
เรายินดีตอบทุกคำถามค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง
การสังเกตสัญญาณเตือนเรื่อง "สมาธิสั้น" ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพราะหลายครั้งพฤติกรรมที่ดูเหมือน "ดื้อ" หรือ "ซน" อาจเป็นกลไกทางสมองที่เขาไม่สามารถควบคุมเองได้
16 ก.พ. 2026
ถ้าเกมเริ่มกลืนเวลา การเรียน หรืออารมณ์ของลูกไปมากขึ้น
อาจถึงเวลาที่ต้องลอง “สังเกต” อย่างเข้าใจ
2 ธ.ค. 2025
"สัญญาณขอความช่วยเหลือ" โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น (ADHD)
ที่ต้องใช้ความพยายามในการใช้ชีวิตมากกว่าเด็กทั่วไปหลายเท่า
23 ก.พ. 2026


