แพนิค มันเป็นแบบนี้…กังวลมันเป็นแบบนั้น
อัพเดทล่าสุด: 21 ม.ค. 2026
6 ผู้เข้าชม

เวลาใจมันสั่น หายใจไม่สุด หรือคิดอะไรไม่ออก หลายคนจะถามตัวเองว่า
“นี่เรากำลังจะเป็นแพนิค หรือแค่เป็นกังวลไปเอง?”
ความจริงคืออาการสองแบบนี้ “ดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกันเลย”
และการแยกให้ชัดช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ตรงจุดขึ้นมากครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ…
Panic = อยู่ดี ๆ เหมือนสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ร่างกายกระชากเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน
แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนร่างกายถูกเปิดสวิตช์ให้ตื่นภัยทันที
ขี้กังวล = เหมือนมีเสียงในหัวพูดเบา ๆ ว่า “มันจะพังไหมนะ…จะไม่โอเคไหมนะ” ทั้งวัน
ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ แต่มากวนใจเรื่อย ๆ ทำให้เหนื่อยเรื้อรัง
ดูความต่างแบบเห็นภาพ สั้น ๆ ชัด ๆ
1) จุดเริ่มต้นของอาการ
Panic: มาแบบฟ้าผ่า อยู่ดี ๆ ก็ “วูบพีค” ขึ้นมาเฉียบพลัน
เช่น กำลังเดินซื้อของดี ๆ อยู่ อยู่ ๆ รู้สึกใจเต้นแรง
หายใจไม่สุด ตัวชา เหมือนจะเป็นลม
ขี้กังวล: เริ่มจาก “คิดเยอะ คิดวน” แล้วค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเครียดตาม
เหมือนดึก ๆ นอนอยู่ แล้วสมองไม่หยุดคิดเรื่องงาน เรื่องอนาคตจนนอนไม่หลับ
2) ระดับความรุนแรงทางกาย
Panic:
• หายใจไม่ออก
• ใจสั่นแรง
• แน่นหน้าอก
• มือเท้าเย็น
• เวียนหัว
• เหมือนร่างกายจะ “วูบลงตรงนั้น”
อาการหนักจนหลายคนคิดว่า “หัวใจวายแน่ ๆ”
ขี้กังวล:
• กล้ามเนื้อเกร็ง
• ปวดหัว
• ท้องไส้ปั่นป่วน
• เหนื่อยง่าย
มีอาการทางกาย แต่ไม่รุนแรงจนทำอะไรไม่ได้
3) ความรู้สึกขณะเกิด
Panic: “ฉันกำลังจะตายแน่ ๆ
”ความกลัวแบบสุดโต่ง ทั้งที่ไม่ได้เกิดอันตรายจริง ๆ
ขี้กังวล: “กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี“
แต่ยังพอรู้ตัวว่านี่คือความคิดก็ยังสามารถจัดการได้
4) ความเร็วของอาการ
Panic: พีคใน 10 นาทีแรก จากนั้นค่อย ๆ ลดลง
ขี้กังวล: ยืดเยื้อทั้งวัน เหมือนตัวเราถือถุงทรายหนักอยู่ตลอดเวลา
5) ผลกระทบหลังอาการ
Panic: กังวลมากว่ามันจะ “กลับมาอีก”
บางคนเริ่มเลี่ยงสถานที่ เช่น ห้าง ลิฟต์ BTS ห้องประชุม
ขี้กังวล: ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เหนื่อยล้า นอนยาก หัวไม่แล่น
สรุปสั้นๆข้อสังเกตสำคัญของทั้ง2อาการ
Panic (แพนิค)
จุดสังเกตสำคัญ : เฉียบพลัน / ควบคุมไม่ได้ / ร่างกายตอบสนองเกินเหตุ
• อาการเกิดขึ้น “ทันที” แบบไม่ได้คิดก่อน
• หัวใจเต้นแรงมาก หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
• มักเกิดซ้ำโดยไม่คาดคิด
• บางที “ไม่รู้สาเหตุ” ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
• ระหว่างเป็น จะรู้สึกเหมือน “จะตาย / จะควบคุมตัวเองไม่ได้”
⸻
ANXIETY (ความกังวล)
จุดสังเกตสำคัญ : ต่อเนื่อง / คิดเยอะ / ค่อยๆ มา
• เกิดจาก “ความคิดและความกังวลที่วนซ้ำ”
• อาการค่อยๆ มา ไม่ได้พุ่งทันที
• มี tension ในร่างกาย เช่น เกร็ง เครียด ปวดกล้ามเนื้อ
• มักเป็น “หลายชั่วโมง-หลายวัน”
• มีตัวกระตุ้น (งาน เงิน ความสัมพันธ์ ความผิดพลาด)
อาการพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะยิ่งเข้าใจเร็ว…ก็ยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น
ถ้าคุณอยากรู้ว่าอาการของคุณอยู่ระดับไหน ต้องดูแลยังไง
ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา พร้อมช่วยประเมินและให้คำแนะนำ
รวมทั้งแนวทางการรักษาอย่างตรงจุดครับ
“นี่เรากำลังจะเป็นแพนิค หรือแค่เป็นกังวลไปเอง?”
ความจริงคืออาการสองแบบนี้ “ดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกันเลย”
และการแยกให้ชัดช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ตรงจุดขึ้นมากครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ…
Panic = อยู่ดี ๆ เหมือนสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ร่างกายกระชากเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน
แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนร่างกายถูกเปิดสวิตช์ให้ตื่นภัยทันที
ขี้กังวล = เหมือนมีเสียงในหัวพูดเบา ๆ ว่า “มันจะพังไหมนะ…จะไม่โอเคไหมนะ” ทั้งวัน
ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ แต่มากวนใจเรื่อย ๆ ทำให้เหนื่อยเรื้อรัง
ดูความต่างแบบเห็นภาพ สั้น ๆ ชัด ๆ
1) จุดเริ่มต้นของอาการ
Panic: มาแบบฟ้าผ่า อยู่ดี ๆ ก็ “วูบพีค” ขึ้นมาเฉียบพลัน
เช่น กำลังเดินซื้อของดี ๆ อยู่ อยู่ ๆ รู้สึกใจเต้นแรง
หายใจไม่สุด ตัวชา เหมือนจะเป็นลม
ขี้กังวล: เริ่มจาก “คิดเยอะ คิดวน” แล้วค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเครียดตาม
เหมือนดึก ๆ นอนอยู่ แล้วสมองไม่หยุดคิดเรื่องงาน เรื่องอนาคตจนนอนไม่หลับ
2) ระดับความรุนแรงทางกาย
Panic:
• หายใจไม่ออก
• ใจสั่นแรง
• แน่นหน้าอก
• มือเท้าเย็น
• เวียนหัว
• เหมือนร่างกายจะ “วูบลงตรงนั้น”
อาการหนักจนหลายคนคิดว่า “หัวใจวายแน่ ๆ”
ขี้กังวล:
• กล้ามเนื้อเกร็ง
• ปวดหัว
• ท้องไส้ปั่นป่วน
• เหนื่อยง่าย
มีอาการทางกาย แต่ไม่รุนแรงจนทำอะไรไม่ได้
3) ความรู้สึกขณะเกิด
Panic: “ฉันกำลังจะตายแน่ ๆ
”ความกลัวแบบสุดโต่ง ทั้งที่ไม่ได้เกิดอันตรายจริง ๆ
ขี้กังวล: “กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี“
แต่ยังพอรู้ตัวว่านี่คือความคิดก็ยังสามารถจัดการได้
4) ความเร็วของอาการ
Panic: พีคใน 10 นาทีแรก จากนั้นค่อย ๆ ลดลง
ขี้กังวล: ยืดเยื้อทั้งวัน เหมือนตัวเราถือถุงทรายหนักอยู่ตลอดเวลา
5) ผลกระทบหลังอาการ
Panic: กังวลมากว่ามันจะ “กลับมาอีก”
บางคนเริ่มเลี่ยงสถานที่ เช่น ห้าง ลิฟต์ BTS ห้องประชุม
ขี้กังวล: ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เหนื่อยล้า นอนยาก หัวไม่แล่น
สรุปสั้นๆข้อสังเกตสำคัญของทั้ง2อาการ
Panic (แพนิค)
จุดสังเกตสำคัญ : เฉียบพลัน / ควบคุมไม่ได้ / ร่างกายตอบสนองเกินเหตุ
• อาการเกิดขึ้น “ทันที” แบบไม่ได้คิดก่อน
• หัวใจเต้นแรงมาก หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
• มักเกิดซ้ำโดยไม่คาดคิด
• บางที “ไม่รู้สาเหตุ” ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
• ระหว่างเป็น จะรู้สึกเหมือน “จะตาย / จะควบคุมตัวเองไม่ได้”
⸻
ANXIETY (ความกังวล)
จุดสังเกตสำคัญ : ต่อเนื่อง / คิดเยอะ / ค่อยๆ มา
• เกิดจาก “ความคิดและความกังวลที่วนซ้ำ”
• อาการค่อยๆ มา ไม่ได้พุ่งทันที
• มี tension ในร่างกาย เช่น เกร็ง เครียด ปวดกล้ามเนื้อ
• มักเป็น “หลายชั่วโมง-หลายวัน”
• มีตัวกระตุ้น (งาน เงิน ความสัมพันธ์ ความผิดพลาด)
อาการพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะยิ่งเข้าใจเร็ว…ก็ยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น
ถ้าคุณอยากรู้ว่าอาการของคุณอยู่ระดับไหน ต้องดูแลยังไง
ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา พร้อมช่วยประเมินและให้คำแนะนำ
รวมทั้งแนวทางการรักษาอย่างตรงจุดครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
The Cycle of Overthinking
วงจรความคิดที่วนซ้ำ จนสมองเริ่มล้าโดยไม่รู้ตัว
หลายคนไม่ได้แค่ “คิดเยอะ”
แต่กำลังติดอยู่ในวงจรของการคิดซ้ำ คิดเดิม หยุดไม่ได้
เริ่มจากความคิดเล็ก ๆ เช่น
“ถ้าพูดแบบนั้นไป เขาจะคิดยังไง”
สมองจะพาเรากลับไปคิดซ้ำ เพื่อหาคำตอบที่ไม่เคยชัดเจน
นี่คือ พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำทางความคิด (Mental Rumination)
ไม่ใช่การคิดเพื่อแก้ปัญหา
แต่เป็นการคิดเพื่อคลายความไม่สบายใจชั่วคราว
ซึ่งสุดท้ายกลับทำให้ใจเหนื่อยกว่าเดิม
เมื่อสมองคุ้นกับการ “คิดเพื่อป้องกันตัวเอง”
ร่างกายจะอยู่ในโหมดระแวงโดยไม่รู้ตัว
→ กังวลง่าย
→ กลัวพลาด
→ ความคิดวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ผลที่ตามมาคือ
• อาการวิตกกังวล
• รู้สึกล้า ทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงกาย
• และ นอนไม่หลับ เพราะพอหัวถึงหมอนเสียงในหัวก็ตีกันไปหมด
สิ่งสำคัญคือ
15 ม.ค. 2026
ตกใจแบบไหน เสี่ยงแพนิค
หากคุณสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัว
อาจกำลังเผชิญกับอาการแพนิค
ลองตรวจสอบอาการตามเช็คลิสต์นี้ดูนะครับ
8 ม.ค. 2026
พ่อแม่หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า
“เด็กก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา”
ซึ่ง… จริงครับ
แต่ไม่ใช่ ทุกความกลัว จะเป็นแค่เรื่องธรรมดาเสมอไป
มาดูความต่างกันชัด ๆ นะคะ
7 ม.ค. 2026


