แพนิค มันเป็นแบบนี้…กังวลมันเป็นแบบนั้น
อัพเดทล่าสุด: 21 ม.ค. 2026
93 ผู้เข้าชม

เวลาใจมันสั่น หายใจไม่สุด หรือคิดอะไรไม่ออก หลายคนจะถามตัวเองว่า
“นี่เรากำลังจะเป็นแพนิค หรือแค่เป็นกังวลไปเอง?”
ความจริงคืออาการสองแบบนี้ “ดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกันเลย”
และการแยกให้ชัดช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ตรงจุดขึ้นมากครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ…
Panic = อยู่ดี ๆ เหมือนสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ร่างกายกระชากเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน
แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนร่างกายถูกเปิดสวิตช์ให้ตื่นภัยทันที
ขี้กังวล = เหมือนมีเสียงในหัวพูดเบา ๆ ว่า “มันจะพังไหมนะ…จะไม่โอเคไหมนะ” ทั้งวัน
ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ แต่มากวนใจเรื่อย ๆ ทำให้เหนื่อยเรื้อรัง
ดูความต่างแบบเห็นภาพ สั้น ๆ ชัด ๆ
1) จุดเริ่มต้นของอาการ
Panic: มาแบบฟ้าผ่า อยู่ดี ๆ ก็ “วูบพีค” ขึ้นมาเฉียบพลัน
เช่น กำลังเดินซื้อของดี ๆ อยู่ อยู่ ๆ รู้สึกใจเต้นแรง
หายใจไม่สุด ตัวชา เหมือนจะเป็นลม
ขี้กังวล: เริ่มจาก “คิดเยอะ คิดวน” แล้วค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเครียดตาม
เหมือนดึก ๆ นอนอยู่ แล้วสมองไม่หยุดคิดเรื่องงาน เรื่องอนาคตจนนอนไม่หลับ
2) ระดับความรุนแรงทางกาย
Panic:
• หายใจไม่ออก
• ใจสั่นแรง
• แน่นหน้าอก
• มือเท้าเย็น
• เวียนหัว
• เหมือนร่างกายจะ “วูบลงตรงนั้น”
อาการหนักจนหลายคนคิดว่า “หัวใจวายแน่ ๆ”
ขี้กังวล:
• กล้ามเนื้อเกร็ง
• ปวดหัว
• ท้องไส้ปั่นป่วน
• เหนื่อยง่าย
มีอาการทางกาย แต่ไม่รุนแรงจนทำอะไรไม่ได้
3) ความรู้สึกขณะเกิด
Panic: “ฉันกำลังจะตายแน่ ๆ
”ความกลัวแบบสุดโต่ง ทั้งที่ไม่ได้เกิดอันตรายจริง ๆ
ขี้กังวล: “กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี“
แต่ยังพอรู้ตัวว่านี่คือความคิดก็ยังสามารถจัดการได้
4) ความเร็วของอาการ
Panic: พีคใน 10 นาทีแรก จากนั้นค่อย ๆ ลดลง
ขี้กังวล: ยืดเยื้อทั้งวัน เหมือนตัวเราถือถุงทรายหนักอยู่ตลอดเวลา
5) ผลกระทบหลังอาการ
Panic: กังวลมากว่ามันจะ “กลับมาอีก”
บางคนเริ่มเลี่ยงสถานที่ เช่น ห้าง ลิฟต์ BTS ห้องประชุม
ขี้กังวล: ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เหนื่อยล้า นอนยาก หัวไม่แล่น
สรุปสั้นๆข้อสังเกตสำคัญของทั้ง2อาการ
Panic (แพนิค)
จุดสังเกตสำคัญ : เฉียบพลัน / ควบคุมไม่ได้ / ร่างกายตอบสนองเกินเหตุ
• อาการเกิดขึ้น “ทันที” แบบไม่ได้คิดก่อน
• หัวใจเต้นแรงมาก หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
• มักเกิดซ้ำโดยไม่คาดคิด
• บางที “ไม่รู้สาเหตุ” ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
• ระหว่างเป็น จะรู้สึกเหมือน “จะตาย / จะควบคุมตัวเองไม่ได้”
⸻
ANXIETY (ความกังวล)
จุดสังเกตสำคัญ : ต่อเนื่อง / คิดเยอะ / ค่อยๆ มา
• เกิดจาก “ความคิดและความกังวลที่วนซ้ำ”
• อาการค่อยๆ มา ไม่ได้พุ่งทันที
• มี tension ในร่างกาย เช่น เกร็ง เครียด ปวดกล้ามเนื้อ
• มักเป็น “หลายชั่วโมง-หลายวัน”
• มีตัวกระตุ้น (งาน เงิน ความสัมพันธ์ ความผิดพลาด)
อาการพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะยิ่งเข้าใจเร็ว…ก็ยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น
ถ้าคุณอยากรู้ว่าอาการของคุณอยู่ระดับไหน ต้องดูแลยังไง
ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา พร้อมช่วยประเมินและให้คำแนะนำ
รวมทั้งแนวทางการรักษาอย่างตรงจุดครับ
“นี่เรากำลังจะเป็นแพนิค หรือแค่เป็นกังวลไปเอง?”
ความจริงคืออาการสองแบบนี้ “ดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกันเลย”
และการแยกให้ชัดช่วยให้เราจัดการตัวเองได้ตรงจุดขึ้นมากครับ
ลองนึกภาพแบบนี้ครับ…
Panic = อยู่ดี ๆ เหมือนสัญญาณเตือนภัยดังสนั่น ร่างกายกระชากเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน
แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนร่างกายถูกเปิดสวิตช์ให้ตื่นภัยทันที
ขี้กังวล = เหมือนมีเสียงในหัวพูดเบา ๆ ว่า “มันจะพังไหมนะ…จะไม่โอเคไหมนะ” ทั้งวัน
ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ แต่มากวนใจเรื่อย ๆ ทำให้เหนื่อยเรื้อรัง
ดูความต่างแบบเห็นภาพ สั้น ๆ ชัด ๆ
1) จุดเริ่มต้นของอาการ
Panic: มาแบบฟ้าผ่า อยู่ดี ๆ ก็ “วูบพีค” ขึ้นมาเฉียบพลัน
เช่น กำลังเดินซื้อของดี ๆ อยู่ อยู่ ๆ รู้สึกใจเต้นแรง
หายใจไม่สุด ตัวชา เหมือนจะเป็นลม
ขี้กังวล: เริ่มจาก “คิดเยอะ คิดวน” แล้วค่อย ๆ ทำให้ร่างกายเครียดตาม
เหมือนดึก ๆ นอนอยู่ แล้วสมองไม่หยุดคิดเรื่องงาน เรื่องอนาคตจนนอนไม่หลับ
2) ระดับความรุนแรงทางกาย
Panic:
• หายใจไม่ออก
• ใจสั่นแรง
• แน่นหน้าอก
• มือเท้าเย็น
• เวียนหัว
• เหมือนร่างกายจะ “วูบลงตรงนั้น”
อาการหนักจนหลายคนคิดว่า “หัวใจวายแน่ ๆ”
ขี้กังวล:
• กล้ามเนื้อเกร็ง
• ปวดหัว
• ท้องไส้ปั่นป่วน
• เหนื่อยง่าย
มีอาการทางกาย แต่ไม่รุนแรงจนทำอะไรไม่ได้
3) ความรู้สึกขณะเกิด
Panic: “ฉันกำลังจะตายแน่ ๆ
”ความกลัวแบบสุดโต่ง ทั้งที่ไม่ได้เกิดอันตรายจริง ๆ
ขี้กังวล: “กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี“
แต่ยังพอรู้ตัวว่านี่คือความคิดก็ยังสามารถจัดการได้
4) ความเร็วของอาการ
Panic: พีคใน 10 นาทีแรก จากนั้นค่อย ๆ ลดลง
ขี้กังวล: ยืดเยื้อทั้งวัน เหมือนตัวเราถือถุงทรายหนักอยู่ตลอดเวลา
5) ผลกระทบหลังอาการ
Panic: กังวลมากว่ามันจะ “กลับมาอีก”
บางคนเริ่มเลี่ยงสถานที่ เช่น ห้าง ลิฟต์ BTS ห้องประชุม
ขี้กังวล: ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แค่เหนื่อยล้า นอนยาก หัวไม่แล่น
สรุปสั้นๆข้อสังเกตสำคัญของทั้ง2อาการ
Panic (แพนิค)
จุดสังเกตสำคัญ : เฉียบพลัน / ควบคุมไม่ได้ / ร่างกายตอบสนองเกินเหตุ
• อาการเกิดขึ้น “ทันที” แบบไม่ได้คิดก่อน
• หัวใจเต้นแรงมาก หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
• มักเกิดซ้ำโดยไม่คาดคิด
• บางที “ไม่รู้สาเหตุ” ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร
• ระหว่างเป็น จะรู้สึกเหมือน “จะตาย / จะควบคุมตัวเองไม่ได้”
⸻
ANXIETY (ความกังวล)
จุดสังเกตสำคัญ : ต่อเนื่อง / คิดเยอะ / ค่อยๆ มา
• เกิดจาก “ความคิดและความกังวลที่วนซ้ำ”
• อาการค่อยๆ มา ไม่ได้พุ่งทันที
• มี tension ในร่างกาย เช่น เกร็ง เครียด ปวดกล้ามเนื้อ
• มักเป็น “หลายชั่วโมง-หลายวัน”
• มีตัวกระตุ้น (งาน เงิน ความสัมพันธ์ ความผิดพลาด)
อาการพวกนี้ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะยิ่งเข้าใจเร็ว…ก็ยิ่งจัดการได้ง่ายขึ้น
ถ้าคุณอยากรู้ว่าอาการของคุณอยู่ระดับไหน ต้องดูแลยังไง
ทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา พร้อมช่วยประเมินและให้คำแนะนำ
รวมทั้งแนวทางการรักษาอย่างตรงจุดครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
เหนื่อยล้าจากการทำงานทั้งวัน แต่พอหัวถึงหมอน
กลับรู้สึกว่าสมองยังวิ่งวนไม่หยุด พลิกตัวไปมาก็ยังไม่หลับ
29 ม.ค. 2026
กาแฟเกี่ยวกับแพนิคยังไง? ดื่มได้ไหม? ดื่มได้แค่ไหน?
26 ม.ค. 2026
The Cycle of Overthinking
วงจรความคิดที่วนซ้ำ จนสมองเริ่มล้าโดยไม่รู้ตัว
หลายคนไม่ได้แค่ “คิดเยอะ”
แต่กำลังติดอยู่ในวงจรของการคิดซ้ำ คิดเดิม หยุดไม่ได้
เริ่มจากความคิดเล็ก ๆ เช่น
“ถ้าพูดแบบนั้นไป เขาจะคิดยังไง”
สมองจะพาเรากลับไปคิดซ้ำ เพื่อหาคำตอบที่ไม่เคยชัดเจน
นี่คือ พฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำทางความคิด (Mental Rumination)
ไม่ใช่การคิดเพื่อแก้ปัญหา
แต่เป็นการคิดเพื่อคลายความไม่สบายใจชั่วคราว
ซึ่งสุดท้ายกลับทำให้ใจเหนื่อยกว่าเดิม
เมื่อสมองคุ้นกับการ “คิดเพื่อป้องกันตัวเอง”
ร่างกายจะอยู่ในโหมดระแวงโดยไม่รู้ตัว
→ กังวลง่าย
→ กลัวพลาด
→ ความคิดวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ผลที่ตามมาคือ
• อาการวิตกกังวล
• รู้สึกล้า ทั้งที่ไม่ได้ใช้แรงกาย
• และ นอนไม่หลับ เพราะพอหัวถึงหมอนเสียงในหัวก็ตีกันไปหมด
สิ่งสำคัญคือ
15 ม.ค. 2026


